Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 8 นวัตกรรมการศึกษา

กิจกรรมที่ 8 นวัตกรรมการศึกษา


เนื้อหาในบทเรียน (เรียนวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553)


ความหมายของนวัตกรรม

นวัตกรรมการศึกษา


นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง การนำสิ่งใหม่ ๆ อาจเป็นแนวความคิด หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้ว


นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation)


หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษาเพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียนและช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้



นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย
ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project)
ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์



หลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาว่าสิ่งใดคือ นวัตกรรม
1.
เป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน
2.
มีการนำวิธีการจัดระบบ (System Approach) มาใช้พิจารณาองค์ประกอบทั้งส่วน ข้อมูลที่ใช้เข้าไปในกระบวนการและผลลัพธ์ให้เหมาะสมก่อที่จะทำการเปลี่ยนแปลง
3.
มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างการวิจัยว่าจะช่วยให้ดำเนินงานบางอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
4.
ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งในระบบงานปัจจุบัน


ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอันมีผลทำให้เกิดนวัตกรรม


1. แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ เช่น
-
การเรียนแบบไม่แบ่งชั้น (Non-Graded School)
-
แบบเรียนสำเร็จรูป (Programmed Text Book)
-
เครื่องสอน (Teaching Machine)
-
การสอนเป็นคณะ (TeamTeaching)
-
การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School)
-
เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction)


2. แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องความพร้อม (Readiness) นวัตกรรมที่สนองแนว ความคิดพื้นฐานด้านนี้ เช่น
-
ศูนย์การเรียน (Learning Center)
-
การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School)
-
การปรับปรุงการสอนสามชั้น (Instructional Development in 3 Phases)


3. แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องการใช้เวลาเพื่อการศึกษา นวัตกรรมที่สนองแนวความคิด เช่น
-
การจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น (Flexible Scheduling)
-
มหาวิทยาลัยเปิด (Open University)
-
แบบเรียนสำเร็จรูป (Programmed Text Book)
-
การเรียนทางไปรษณีย์


4. แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องการขยายตัวทางวิชาการและอัตราการเพิ่มประชากรนวัตกรรมในด้านนี้ที่เกิดขึ้น เช่น
-
มหาวิทยาลัยเปิด
-
การเรียนทางวิทยุ การเรียนทางโทรทัศน์
-
การเรียนทางไปรษณีย์ แบบเรียนสำเร็จรูป
-
ชุดการเรียน



วิธีการเรียนการสอนในห้องเรียน


- มีการอ่านเนื้อหาก่อนเรียน

-มีการทำแบบฝึกหัดและการตอบคำถามโดยใช้ โปรแกรม Power Point

-มีการอธิบายการใช้โปรแกรมในการทำวีดีทัศน์


ความรู้ที่ได้รับในห้องเรียน

-ได้เรีียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น - สามารถแบ่งแยกและจำแนกนวัตกรรมได้

-ได้รับความรู้และวิทยาการใหม่ในการศึกษามากยิ่งขึ้น -สามารถนำไปใช้ได้จริง





วันนี้ได้รับความรู้มกมายเลยทั้งในเรื่องของการทำสื่อการเรียนรู้ ในรูปแบบของ Power Point และสื่อวีดีทัศน์หลังจากนี้จะเป็นการสอบกลางภาคแล้ว ซิ......ว้าววอย่างงี้ต้องอ่านมากๆแล้วจะได้ทำข้อสอบๆได้ส่วนกิจกรรมต่อไปนั้นเดี๋ยวเพื่อนๆ รอก่อนนะ สอบเสดก่อน เด๋วมาเล่าสู่กันฟังนะจ๊ะ....++




Link: Google Hi5 Buu. Blogger

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 7 จิตวิทยาที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อ


กิจกรรมที่ 7 จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อ




กิจกรรมให้ห้องเรียน วันนี้เรียนเรื่อง จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อ

เนื้อหาที่ได้รับให้ห้องเรียน

พื้นฐานทางจิตวิทยา
1 การเรีัยนรู้ตามทัศนะกลุ่มปัญญา (Cognitivist Perspective)
เชื่อกันว่ามนุษย์เรียนรู้จากประสบการณ์ ปละประสบการณ์ต่างๆ เกิดจาก การที่มนุษย์ได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้จะอยู่ที่การรู้จักจำแนกสิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันแยกออกจากกัน รู้จักจำแนกจะนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดในเรื่องนั้นๆ การนำแนวคิดมาบูรณาการเข้าด้วยกัน เกิดการเรียรรู้เป็นหลักการและทฤษฎีต่างๆ
2 การรู้ตามทัศนตามกลุ่มพัฒนานิยม(Behaviorist Perspective)(มีองค์ประกอบ 4 ประการณ์) คือ
2.1 แรงขับ หมายถึง ความต้องการของผู้เรียนซึ่งจะจุงใจให้ผุ้เรียนหาทางสนองคำตอบต่อความต้องการของตนเอง
2.2 สิ่งเร้า สิ่งเร้าอาจเป็นความรู้ทางการชี้แนะจากครูหรือแหล่งการเรียน(สื่อ)จะกระตุ้นให้ผู้เรียนตอบสนอง
2.3 การตอบสนอง เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่สังเกตุได้จากพฤติกรรมของผู้เรีียนที่แสดงออกมา
2.4 การเสริมแรง เป็นการให้รางวัลเมื่อผู้เรียนตอบสนองได้ถูกต้อง
3. การเรียนรู้ตามทัศนะกลุ่มสร้างสรรค์ความรู้ ( Constructivist Perspective )
การเรียนรู้เกิดจากการสร้างสรรค์ของผู้เรียน ด้วยการนำความรู้เดิม (ประสบการณ์) มาวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างมีเหตุผล แล้วประมวลเป็นความรู้ใหม่เพื่อนำไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาต่อไป ทั้งนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้สร้างสรรค์ด้วยการแปลความหมาย (Interptretation) ข้อมูลและสารสนเทศที่มีอยู่รอบๆ ตัวด้วยตนเอ
ที่มา : http://cyberclass.msu.ac.th/cyberclass/cyberclass-
uploads/libs/html/38422/Unit_1/Unit1_05.htm


หลักการใช้สีในการออกแบบสื่อ






ความหมายและความรู้สึกต่อสีความหมายและความรู้สึกต่อสีแต่ละสีนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสี ดังนี้

1. สีร้อน หรือสีอบอุ่น (warm color) ได้แก่สีเหลือง สีชมพู แดง ส้ม ม่วงน้ำตาล ให้ความหมาย
และความรู้สึกก้าวร้าว รื่นเริง สดชื่น ฉูดฉาด จึงมีอิทธิพลต่อการดึงดูดและสร้างความน่าสนใจให้กับ
สื่อสิ่งพิมพ์ได้ดีกว่าสีโทนอื่น มีการนำสีร้อนมาใช้ในการออกแบบงานชื่อหนังสือ นิตยสาร แคตตาล๊อก
โปสเตอร์ เป็นต้น

2. สีเย็น (cool color) เริ่มจากสีเทา ฟ้าน้ำเงิน เขียว ให้
ความหมายและความรู้สึกสงบ เย็น
สะอาด

3. สีขาว (white) สีแห่งความขาว สะอาดให้ความหมายและความรู้สึกบริสุทธ์ิ ไร้เดียงสา

4. สีดำ (black) สัญลักษณ์แห่งความโศกเศร้า หดหู่ และความตาย บางกรณีใช้แทนความชั่วร้าย
ในความหมายของชาวยุโรป อเมริกาแทนความเป็นผู้ดี ขรึม มั่นคง นอกจากนั้น ยังใช้ในความหมายของ
ความอมตะ และเป็นนิรันดร์ อีกด้วย

5. สีแดง (red) คือ สีแห่งความกระตือรือร้นเร่าร้อน สะเทือนอารมณ์ มีพลัง ให้ความสว่างโชติช่วง
เป็นสีแห่งความรัก ดึงดูดความสนใจ หากเป็นสีชมพูหลักการใช้สีในการออกแบบสื่อ
คลลังังขข้อ้อมมูลูลซึ่งความเข้มของสีแดงจะลดลง จะให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน สีแดงอาจใช้สื่อความหมายในสัญลักษณ์แสดงถึงความมีอันตราย ความร้อน

6. สีเหลือง (yellow) คือ สีแห่งความสุขสดชื่น ร่าเริงมีชีวิตชีวา เป็นสีที่อยู่ในโทนที่เข้ากันได้กับทุกสี มีการนำมราใช้ในความหมายของสัญลักษณ์แห่งความหวัง หรือความระมัดระวัง เป็นต้น

7. สีเขียว (green) คือ สีของต้นไม้ใบหญ้าให้ความรู้สึกสดชื่น งอกงามเป็นสัญลักษณ์ของความ
สงบ เรียบง่าย และความอุดมสมบูรณ์

8. สีฟ้า (blue) คือ สีแห่งท้องฟ้าและน้ำทะเล เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ เยือกเย็น มั่งคั่ง
แต่เต็มไปด้วยพลัง หากเป็นสีฟ้าอ่อนจะให้ความรู้สึกสดชื่น สวยงาม กระฉับกระเฉง เป็นหนุ่มสาว

9. สีม่วง (purple) คือ สีแห่งความลึกลับมีเลศนัย ซ่อนเร้น เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อจินตนาการ
และความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เช่น เทพนิยายต่างๆ มีการนำมาใช้ในความหมายของความสูงศักด์ิ

10. สีน้ำตาล (brown) เป็นสีแทนสัญลักษณ์ของความร่วงโรย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีใบร่วงหล่น
เมื่อถึงอายุขัย เป็นสีที่ให้ความหมายดูเหมือนธรรมชาติเช่น สีน้ำตาลอ่อนและแก่ของลายไม้เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้ในความหมายของความถ่อมตน เก่าแก่

11. สีแจ๊ด (vivid colors) คือ สีที่สะดุดตาเร็วมองเห็นได้ไกล โทนของสีตัดกันแบบตรงข้าม เช่น
แดงกับดำ เหลืองกับน้ำเงิน เขียวกับแดง ดำกับเหลืองเป็นต้น สิ่งเหล่านี้นิยมใช้กันมากในการออกแบบผลิต
ภัณฑ์ เช่น ของเด็กเล่น ภัตตาคาร ร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ด คาเฟ่

สรุป
ดังนั้นการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ที่ดีมีความสอดคล้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การผลิตสื่อ
พิมพ์จะทำให้ผลงานสื่อสิ่งพิมพ์บรรลุวัตถุประสงค์เสริมคุณค่าให้กับสื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ เป็นอย่างดี
งานการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์แต่ละชิ้นไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และ
จินตนาการเฉพาะตัวของนักออกแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด โดยอาจอาศัยหลักการออกแบบที่ต่างๆเช่น องค์ประกอบมูลฐานทางศิลปะ และทฤษฎีสี
มาประกอบขึ้นเป็นความสวยงามที่สามารถสื่อสารความหมายที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์


คลังข้อมูล สพท. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี วิชาการด้านส่งเสริมและสื่อสารการเกษตร รวมทั้ง ข้อมูลอื่นๆเพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและผู้สนใจ
จัดทำโดย กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีการเผยแพร่ สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร
โทร. 02-5793852 E-mail : agritech51@doae.go.th


ความรู้ที่ได้รับในห้องเรียน
  • ได้รู้เกี่ยวกับวิธีการเรียนให้เป็นประโยชน์
  • สามารถนำไปใช้ได้จริง
  • รู้จักความรู้สึกต่างๆ ผ่านสี
  • มีการนำสื่อต่างๆมาใช้ในการเรียนการสอน
  • มีการแสดงการทำวีดีทัศน์
  • ได้รู้จักการฝึกการใช้โปรแกรมต่างๆ ในห้องเรียน

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 6 ศิลปะกับงานเทคโนโลยีการศึกษา










กิจกรรมที่ 6 ศิลปะกับงานเทคโนโลยีการศึกษา


มาแล้วจ้า !! สำหรับกิจกรรมที่ 6 ในห้องเรียน(เรียนวันที่ 5 กรกฎาคม 2553)

วันนี้ อ. อุทิศ บำรุงชีพ ใด้ให้ความรู้เรื่อง

- หลักและทฤษฎีของศิลปะกับงานเทคโนโลยีการศึกษา

- ฝึกทักษะการใช้ศิลปะในการสร้างสื่อการเรียนการสอน
- ทบทวนเนื้อหา กิจกรรมระดมสมองสรุปบทเรียนพร้อมนำเสนอ


เนื้อหาสาระที่ได้รับในห้องเรียน

วัสดุกราฟิก หมายถึง วัสดุใดซึ่งแสดงความจริง แสดงความคิดของชัดเจน โดยใช้ภาพวาด ภาพเขียน

ภาพถ่าย และอัการข้อความรวมกัน วัสดุกราฟิกทางการศึกษา เป่นสื่อการสอนที่สื่อถึงเรื่องราวต่างๆ โดยใช้

ภาพวาด ภาพถ่าย และสัญญาลักษณ์ ที่ใกล้เคียงกับความจริงแทนคำพูดซึ่งอาจ อยู่ในรูปของแผนที่

แผนภาพ ภาพโฆษณา ภาพถ่าย การ์ตูน และแผนสถิติ เป็นต้น




ประโยชน์ของการ์ตูนต่อการเรียนการสอน


1.ใช้เร้าความสนใจเพื่อช่วยในการนำเข้าสู่บทเรียน

2.ใช้อธิบายหรือประกอบการอธิบายให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น

3.
ใช้เป็นกิจกรรมของนักเรียนในระดับเด็กเล็ก

4.เป็นสื่อที่ช่วยสร้างบรรยากาศในห้องเรียoผู้เรียนมีความสนุกสนาน และยังผ่อนคลายความตึงเครียดในการเรียนการสอนด้ว




ขั้นตอนในการเรียนการสอน

  • มึการนำเสนอผลงานกับกิจกรรมระดมสมอง ณ สถาบันวิทยาสาตร์ทางทะเล
  • มีการประเมินจากอาจารย์ผุ้สอนและนิสิต
  • มีการมอบรางวัลให้กับผุ้ที่ได้รับรางวัล
  • มีการอธิบาย งานจาก Power Point และมีการทำแบบฝึกหัดด้วย
  • ส่งแบบฝึกหัด
  • มีการมอบหมายงานเขียนตัวอักษรท้ายชั่วโมง




ผลที่ได้รับจากการเรียนการสอน


  • มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในการใช้ศิลปะกับงานเทคโนโลยีการศึกษา
  • ได้รับความรู้อื่นนอกจาก Power Point เช่น การหาข้อมูลทาง internet
  • มีความคิดมากขึ้นในการทำแบบหัดในเวลาอันรวดเร็ว
  • สนุกสนานกับการเรียน เพราะว่า วันนี้ต้องไปเรียนที่ QS 1- 403 แต่อาจารย์พามาเรียนที่ ห้องคอมพิวเตอร์ ทำให้สนุกสนานกับการเล่นคอมพิวเตอร์มาก


เป็นไงวันนี้ได้ความรู้เรื่องวัสดุกราฟิกมากขึ้นมากมายเลย



แล้วกิจกรรมต่อไปที่ไหนนะ......อยากไปเห็นอีกแล้ว !!

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 5 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล



กิจกรรมที่ 5 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล

ว้าว !! วันนี้วันที่ 28 มิถุนายน 2553 ทำกิจกรรมแบบสุดๆไปเลย

วันนี้ได้ไปทัศนศึกษาที่ สถาบันวิทยาสาสตร์ทางทะเล นำทีม โดย อ. อุทิศ บำรุงชีพ ผู้ที่ให้การศึกษา

และติดต่อสถานที่ที่ให้พวกเราได้มาศึกษาหาความรู้กัน วันนี้มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!!

เริ่มแรกเลย อาจารย์นัด เจอที่สถาบันวิทยาสาสตร์ทางทะเล เวลา 9.00 น. ก็มากันยังไม่ครบเท่าไหร่

ในระหว่างรอนั้นอาจารย์ได้แจกชีตเป็นชีตความรู้เรื่อง" กรวยประสบการณ์ "(Cone of Experince) ดังรูปนี้


นอกจากนี้แล้วอาจารย์ยังอธิบายในเรื่องของวัสดุกราฟิกและสื่อที่ใช้ในสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลนั้นว่ามีอะไรบ้าง
  1. วัสดุกราฟิก แบบ 2 มิติ มีลักษณะ รูปร่างบางแบน เช่น ตัวหนังสือ รูปภาพ และสัญญาลักษณ์
ตัวอย่างเช่น
-ภาพประกอบคำอธิบายลักษณะของสัตว์น้ำและความเป็นมา ในที่นี่ได้ทำไว้ได้อย่างครบถ้วนเหมาะแก้่ การ ศึกษาอย่างยิ่ง

2. วัสดุๅกราฟิก แบบ 3 มิติ มีลักษณะประกอบด้วยขนาด 3 ทิศทาง คือ กว้าง ยาว หนา นูน เว้า บางอย่าง เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น บางอย่างเป็นสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น
- หุ่นสัตว์น้ำจำลอง และสัตว์น้ำที่เป็นของจริง ให้เราได้ศึกษา รวมถึงป้ายนิเทศด้วย

ขั้นตอนการเรียนการสอนนั้นประกอบด้วย
  • เริ่มจากการเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ และพอวิทยากรที่จะมาให้ความรู้แก่นิสิต
  • เดินเข้าไปในอุโมงค์แห่งโลกท้องทะเล (อลังการมาก)
  • มีการอธิบาย สื่อต่างๆ และ สัตว์น้ำถึงความเป็นมา การดำรงชีวิต การใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงทราบถึงว่าสัตว์ ทะเลประเภทไหน อันตรายหรือไม่อันตราย
  • มีการอธิบายถึงการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ในสถาบันด้วย ตัวอย่างเช่น การใช้ป้านนิทรรศการที่มีไฟ การใช้กระจกว้าว เพื่อให้เสมือนอยู่ใต้ท้องทะเลจริง
  • มีการเข้าชมตู้ปลาใหญ่ และอธิบาย ความเป็นมาของสถาบันวิทยาศาตร์ทางทะเลและอายุ ของปลา ใหญ่
  • มีการบันทึกภาพร่วมกันและมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร
  • มีการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเสนองานในอาทิตย์หน้าและมีรางวัลให้ด้วยสำหรับผู้ที่่ได้กินกรรมดีเด่นด้วย


มาดูภาพกิจกรรมกัน









ผลที่ได้รับจากการทัศนศึกษาครั้งนี้

  • มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาการใหม่ๆ ในสถาบันวิทยาาสตร์ทางทะเล
  • เกิดความสนุกสนานในการศึกษาและมีความสามัคคีกันในการทำงานร่วมกัน
  • รู้จักเปิดหูเปิดตาและกล้าที่จะถาม ทำให้เป็นคนที่กล้าแสดงออกในเรื่องของสาระการเรียนรู้
  • รู้จักสื่อต่างๆเพิ่มมากขึ้น
  • รู้จักการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และนวัตกรรม ที่จะมาใช้ในการศึกษาและการเรียนการสอนด้วย



โอ้..โห ไปมาได้ความรู้มากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ไปมั่งดีก่า !!

ยังมีอีกมากเลยนะผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมง่ะ





Link: Google Hi5 Blogger Burapha University